![]() |
|
Spaces home Be LazYPhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
|
July 05 โอย..อ้วน..อิ่ม..อ้วกกลับมาอีกแล้วจ้า
จะมีใครเข้ามาอ่านมั้ยเนี่ย นานน้านจะเขียนซักทีนึง เผอิญว่าวันนี้มีเรื่องน่าสนใจมาเล่าแหละ
เก็บกักตุนเหตุการณ์ไว้แล้วมาเขียนทีเดียวเลย
เมื่อเช้ามีโทรศัพท์ไม่โชว์หมายเลขเรียกเข้ามา
พอรับโทรศัพท์ก็เป็นเสียงผู้หญิงที่เป็นคอมพิวเตอร์พูดว่า
"คุณคือผู้โชคดี ได้รับรางวัลห้าหมื่นบาท กรุณากดเก้าเพื่อติดต่อเจ้าหน้าที่"
ด้วยความอยากรู้ ก็กดเลย แป๊ปนึงก็มีผู้หญิงรับสาย
สำเนียงการพูดชาวบ้านมาก
(เราไม่ได้ดูถูก แต่โอเปอเรเตอร์มันน่าจะเสียงไพพราะกว่านี้นะ)
เค้าบอกว่า"คุณพิมพิกา (อุ้ย รู้ชื่อเราด้วย) คือผู้โชคดี
ได้รับรางวัลจากบริษัท...อะไรซักอย่างชื่อเป็นตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษ 2 พยางค์
ทางเราได้สุ่มเบอร์โทร และคุณได้รางวัลที่2 เป็นเงินสดมูลค่า 59,000 บาท
หักภาษา ณ ที่จ่ายเหลือ 56,000 บาท ขอทราบเบอร์โทรด้วยค่ะ
เราก็บอกไป มีการฟังเบอร์โทรผิดด้วยนะ ทวนให้ตั้ง 3 ครั้ง
แล้วก็ถามชื่อ เราเลยถามกลับไปว่าบริษัทนี้ทำเกี่ยวกับอะไร
เค้าตอบว่าผลิตแผงวงจรให้กับมือถือทุกยี่ห้อ
เราก็บอกชื่อและนามสกุล
เค้าถามจังหวัดที่อยู่และถนน
เราก็ตอบไป เค้าฟังชื่อถนนผิดอีกแล้ว
จากถ.นิมมานเหมินท์ เป็นพิมานเสมินท์
ทวนให้มากกว่า 4 ครั้ง
แต่เค้าก็ยงฟังผิดเป็นนิมมานเสมินท์ ก็เลยเลยตามเลย
จากนั้นเค้าก็พูดอย่างรวดเร็วว่าขอแจงรายละเอียด
เออ ค่อยเข้าท่าหน่อย เริ่มเป็นงานเป็นการ
แล้วเค้าก็เริ่มพูดแบบเร็ว..รัว..แต่ไม่ราบรื่นเอาซะเลย
สัญญาณโทรศัท์ทางนู้นก็ไม่ชัด
เค้าบอกว่าเนื่องจากบริษัท...นี้ครบรอบ 9 ปีจึงจัดงานขึ้น(ไม่บอกสถานที่)
มีบริษัทโนเกียและโมโตเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ (แต่เราใช้i-mobileอยู่อ่ะนะตอนนี้)
ทางบริษัทได้ทำการสุ่มจับหมายเลขผู้โชคดี
ฯลฯ
สุดท้ายเค้าก็ถามเราว่า เราใช้บัญชีของธนาคารอะไร สาขาอะไร ขอทราบหมายเลขบัญชีเพื่อโอนเงินให้
เราก็บอกเค้าไปว่าไม่สะดวกให้หมายเลขตอนนี้
ขอเบอร์ติดต่อกลับบริษัทได้มั้ย
เค้าก็ไม่บอก พูดเพียงแต่ว่าให้เรารอหลักทรัพย์ หรือที่ไหนซักแห่งนี่แหละโทรกลับเรื่องโอนเงินเข้าบัญชี
แล้วก็วางหูไปเลย.... -_-"
อยากถามอะไรมากกว่านี้เต็มไปหมด อยากรู้ว่าเค้าจะตอบยังไง
ไม่มีความน่าเชื่อถือที่สุด เงินตั้งเยอะ ถามข้อมูลผู้โชคดีแค่นี้อ่ะนะ
สำเนียงคนที่คุยกับเราก็ไม่น่าเชื่อถือแล้ว แถมไม่โชว์หมายเลขโทรเข้าอีกดูสิ
นี่เป็นครั้งที่2 ที่เรามีโทรศัพท์มาบอกว่าได้รางวัลห้าหมื่นบาท
คาดว่าเป็นแก๊งค์?!!? บริษัทเดียวกัน
ครั้งแรกเราไม่ได้โทรกลับ
ครั้งนี้อยากรู้ไง...
และนี่เป็นครั้งที่3 ที่ได้รับโทรศัพท์ว่าได้รางวัล
ครั้งแรกที่สุด บอกว่าเราได้รับรางวัลจากเหล้ายี่ห้อดัง
แล้วก็เริ่มถามรายละเอียด เราก็ตอบจนถึงจุดนึงที่คิดว่ามันลึกเกินไปแล้ว
จึงถามกลับไปว่าได้เบอ์เรามาได้ไง
ปลายสายบอกว่าได้มาจากที่เที่ยวกลางคืน
เราก็ตอบว่าเราไม่กินเหล้าและไม่เที่ยวกลางคืน (ซึ่งมันก็จริงไง เราเลยรู้ว่า ว้าย...โกหก)
เค้าเลยพูดว่าสงสัยเพื่อนเค้าจะดูหลายเลขผิด โทรผิด ขอโทษแล้วก็วางไป
ที่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารต่างๆก็ติดเตือนเรื่อง18มงกุฏว่าจะบอกว่าเราได้รางวัล
และเพื่อความสะดวกในการโอนเงิน เค้าขอรหัสเอทีเอ็ม
ฯลฯ
สงสัยแก๊งพวกนี้ไม่ได้ไปอ่านล่ะมั้ง ยังใช้มุขเดิมอยู่
ดีนะที่เราเป็นคนไม่เคยเสี่ยงโชคหรือชิงโชคอะไรทั้งสิ้น
จึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะถูกรางวัล
อยากให้บริษัทนี้โทรมาอีกจัง จะได้มาเล่นเกมถาม-ตอบ 55
............................................................................................................................
หลังจากได้คุยกับแก๊งต้มตุ๋น
เราจึงปลอบขวัญตัวเองด้วยการออกไปกินเอสแอนด์พีกับ ฝ้าย นริน และพี่เอ้
ช่วงนี้กินกันแหลกราญโดยเฉพาะนรินทร์และเรา แค่นั้นไม่พอ
กลัวอ้วนกัน 2 คน ไม่ได้ๆ ต้องมีผู้ร่วมชะตากรรม
ฝ้ายรู้ตัวจึงหลบเลี่ยงไม่มาพบประสบเจอเลยเป็นเวลา 4 วัน
พี่เอ้ไม่สามารถหนีไปไหนได้เนื่องจากร้านอยู่ติดกับเรา
จึงโดนเรียกตัวไปกินข้าวทุกวัน
เมื่อวาน กินข้าวที่แบล็คแคนยอน ณ โลตัสคนละ 2 จาน
วานซืน กินเคเอฟซี
เมื่อวานของวานซืน กินเชสเตอร์กริล
วานซืนของวานซืน กินแบล็คแคนยอน ณ โลตัส คนละจาน
(นี่ยังไม่รวมอีกหลายๆมื้อที่ไปกินป้าไก่ด้วยนะ)
ทั้งหมดนี้ ฝ้ายรอดตัวไป
แต่ไม่ใช่วันนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า
เพียงฝ้ายแวะมาชวนไปซื้อเค้กวันเกิดให้พี่ที่รู้จักกัน
ในบัดดล แผนการกินก็บังเกิดขึ้น และไม่มีใครปฏิเสธทั้งสิ้น
สงสารก็แต่พี่เอ้ที่ชวนออกมานั่งรถเที่ยว
ต้องตกกระไดพลอยโจนกินไปด้วย ทั้งๆที่พี่เค้าเพิ่งกินก๋วยเตี๋ยวก่อนออกมา... แต่เอ๊ะ ก็ไม่มีใครบังคับนะ
เหอๆ ทุกคนสั่งอาหารกันถ้วนทั่ว อ้วนกันถ้วนหน้า May 29 เรื่อง สัตว์- สัตว์พยาธิตัวแบนชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ของนก...
มันนอาศัยส่วนแบ่งจากอาหารที่นกกิน เจริญเติบโตจนอ้วนพี
จากนั้นจึงวางไข่ออกมาเป็นจำนวนมาก
ไข่กระจัดกระจายไปทั่ว ผสมผสานกับกากอาหารที่อยู่ในลำไส้
จนกระทั่งถึงเวลาที่นกปวดอุน ไข่เหล่านี้ก็จะถูกปลดปล่อยออกมานอกร่างกายพร้อมๆกับอุนของนกด้วย...
แหมะ
เสียงอุนนกตกลงบนใบไม้ ใบนั้นที ใบโน้นที...
เนื่องจากนกเป็นสัตว์ที่บินไปอุนไป ไข่ของพยาธิจึงได้รับการบริการหว่านกระจายพันธุ์ไปทั่วอย่างมีประสิทธิภาพ
ชีวิตใหม่ของลูกพยาธิตัวน้อยๆดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยดี...
จะติดก็แต่เพียงปัญหาเล็กๆประการเดียวเท่านั้น...
"อ้าว...แล้วอย่างนี้กูจะกลับขึ้นไปยังไงวะ?" ลูกพยาธิคิด (สมมติว่ามันคิดได้)
"ท่านแม่อยู่ดีๆก็ทิ้งไข่ขว้างลงมาแบบนี้ แล้วจะให้หนูเอานกที่ไหนอยู่ เอาลำไส้ที่ไหนเกาะ?"
ไม่เป็นไร...ธรรมชาติมีคำตอบอันชาญฉลาดให้กับทุกๆเรื่องเสมอ
คราวนี้คงไม่แตกต่างกัน... ลูกพยาธิเฝ้ารออยู่อย่างใจเย็นในกองอุน
จนกระทั่งในที่สุด ก็มีลุงหอยทากผู้ใจดีเดินผ่านมา ลุงหอยทากทุกๆวันกินแต่ผักจนเบื่อ
พอเห็นของแปลกๆอย่างอุนนกเข้า ก็รีบเข้าไปเขมือบเกลี้ยงจนหมดกองอย่างไม่พูดพล่ามทำเพลง
ลูกพยาธิรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของลุงหอยทากเป็นอย่างมาก
จึงขอเข้าไปอาศัยอยู่ด้วยเป็นเพื่อนแก้เหงาในก้านตาของคุณลุง
นับตั้งแต่นั้นมา ลุงและหลานๆก็ไปไหนมาไหนด้วยกัน บรรดาลูกพยาธิโตวันโตคืน
ไม่นาน ก้านตาของลุงหอยทากที่พวกมันอาศัยอยู่ก็เริ่มยืดบวมออกเรื่อยๆ
จนมีขนาดใหญ่และยาวกว่าอีกข้างนึงอย่างเห็นได้ชัด
ลูกพยาธิ no.1: "นี่ๆ พวกเรา วันนี้มาเล่นบาร์เบอร์กันมั้ย"
ลูกพยาธิ no.2: "เอาสิๆ เล่นยังไงล่ะ"
ลูกพยาธิ no.1: "ก็นี่ไง พวกเรามาจับมือกันเป็นวงแหวนนะ แล้วก็วิ่งขึ้นลงๆแบบนี้เห็นมั้ย"
ลูกพยาธิ no.3: "555 จริงๆด้วย เป็นลายขึ้นๆลงๆเหมือนป้ายหน้าร้านตัดผมจริงๆด้วย 555"
คุณลุงหอยทาก: "แหม พวกเจ้านี่ช่างคิดสรรหาอะไรมาเล่นกันดีจริงนะ
แต่ลุงว่าดูไปดูมามันชักจะเหมือนหนอนชาเขียวมากกว่าป้ายร้านตัดผมนะ"
ลูกพยาธิ no.1: "โห จริงด้วยลุง! งั้นพวกเรามาแปลงร่างเป็นหนอนชาเขียวกันเถอะ นี่แหนะๆ ชิมเมโจได๋...ชิมเมโจได๋..."
คุณลุงหอยทาก: "โฮ่ๆๆเก่งมาก เก่งมาก เลี้ยงไม่เปลืองข้าวสุกจริงๆ หลานๆพวก..."
ไม่ทันขาดคำ นกขนาดใหญ่มหึมาตัวหนึ่งก็บินรี่เข้ามาจิกหัวคุณลุงขาดไปทั้งดุ้น
ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหนอนผีเสื้อของโปรดของมัน
ค่ำคืนนั้น พวกลูกๆพยาธิเลี้ยงฉลองกันยกใหญ่ในลำไส้ของนก
ตั้งแต่นั้นมาพวกมันก็อยู่ร่วเพศกันอย่างมีความสุข และให้กำเนิดไข่พยาธิรุ่นใหม่จำนวนมาก
ซึ่งรอคอยวันที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ในอุนนกก้อนใหม่...สืบไป
(ขึ้นเพลง the Circle of Life จากเรื่อง the Lion King)
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1. เกิดเป็นหอยทากไม่ควรรับประทานอุจจาระที่ยังไม่ได้ผ่านกระบวนการทำให้สุกเสียก่อน
มิฉะนั้นอาจถูกพยาธิหลอกใช้เอาก้านตาไปทำเป็นม้าไม้เมืองทรอยได้
2. เกิดเป็นนกควรพึงสังวร ของที่ท่านชอบอาจแฝงตัวมาในรูป mimic ของของที่ท่านไม่ชอบ (หนอนในรูปงู)
และของที่ท่านไม่ชอบอาจแฝงตัวมาในรูป mimic ของของที่ท่านชอบ (พยาธิในรูปหนอน)
จบ...
สนุกมั้ย ลอกมาจากหนังสือ MIMIC เลียนแบบทำไม? ของแทนไท ประเสริฐกุล
มีเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ที่เราไม่รู้อีกมากมาย เค้าเขียนน่าติดตาม อ่านไม่เบื่อไม่ง่วงนะ
อยากให้ทุกคนได้อ่านอ่ะ
May 02 หุดหิดเห้ยโอ้ย จะคลั่งอยู่แล้ว
ทำไมเซฟโพรไฟล์ใน Hi5 ไม่ได้ก็ไม่รู้ แงๆ
ทำอะไรไม่ได้เลย ตกแต่ง เปลี่ยนสี ส่งข้อความถึงเพื่อนๆ
ดูดิ่ ไม่ได้เล่นมานานมากเพราะปัญหานี้ล่ะ
อยากเล่น hi5 hi5 February 25 กลับไปเยี่ยมบ้านเดือนนี้มีเหตุให้ต้องปิดร้านหลายวันเลย
เหมือนจะดีที่ได้หยุด แต่กลับเป็นว่าเหนื่อยยิ่งกว่านั่งขายของที่ร้านซะอีก
นอกจากกลับลำปาง 3วันเพื่อพายายไปหาหมอ
เผอิญว่าเป็นวันแห่งความรักพอดีเลยได้บอกรักยาย 55+
กลับมาเชียงใหม่ได้ 2 วัน ก็ต้องเดินทางไปกรุงเทพ
ฉลองตรุษจีนกับญาติและรับอั่งเปา
เนื่องจากกลับอย่างกระทันหันทำให้รถไฟเต็ม
ต้องเดินทางด้วยรถทัวร์ ทางบ้านให้เดินทางตอนกลางวันเท่านั้น
ทำให้วันที่ 17 หมดเวลาไปกับการเดินทางทั้งวัน
รถทัวร์ออก 9 โมงเช้า เมื่อยหลัง ปวดก้น หลับไปหลายตลบกว่าจะถึงขนส่งหมอชิตก็เป็นเวลา 1 ทุ่ม
ซึ่งตอนแรกคนขายตั๋วบอกว่ารถจะถึง 6 โมงเย็น โอ้ว เราเลือกบริษัทเดินรถผิดพลาด
ถึงปุ๊บก็ขึ้นแท็กซี่ไปหาแม่ที่อัมรินทร์ หย่อนก้นได้ประมาณ 15 นาที
ก็ออกเดินทางต่อไปร้านอาหารที่นัดรวมญาติ กินพอเป็นพิธีเนื่องจากไม่ชอบอาหารจีน
หลังมื้ออาหารก็รับแต๊ะเอียว ฮ่าๆ เป็นของหวานตบท้ายที่อร่อยถูกใจเหลือเกิน
วันที่ 18 ไม่สามารถไปไหนได้ ต้องเฝ้าร้านกับแม่ 2 คน
เหตุผลเพราะคนขายหยุดไปฉลองตุษจีน ส่วนพ่อก็เป็นไข้เลยอยู่บ้าน
เราจึงไม่ได้นัดเพื่อนๆมาเจอกัน ไม่เป็นไร ยังเหลืออีก 1 วัน
หลังปิดร้าน 2 ทุ่ม พี่จ๋าและเพื่อนพี่จ๋าชื่อจ๋าเหมือนกันชวนไปดูหนังเรื่อง final score
ที่เมอจร์รัชโยธินแถวบ้าน ปรากฏว่าไม่มีรอบ เลยไปเดินเล่นที่ตลาดนัดหน้าห้างแทน
วันที่ 19 ฤกษ์งามยามเที่ยง มาเจอกันที่สยาม
ปลามารับเราแล้วเอารถไปจอดที่พารากอน ค่อยโทรหาแอ้งกับอังว่าอยู่ไหนกันแล้ว
หลังจากที่เจอกันครบ 4 คน ก็ประเดิมด้วยการกินมื้อเช้าและเที่ยงที่สุกี้ mk
mk เมืองกรุงเปลี่ยนไป ไม่เหมือน mk ที่เชียงใหม่แล้วอ่ะ
จากเอ็มเคเฉยๆก็มีต่อท้ายเป็นเอ็มเคเทรนดี้
แก้วน้ำชา ถาดใส่อาหาร หม้อสุกี้ จานชามช้อนก็เปลี่ยนไปหมด
โอ้ว ที่น่าตื่นตาไปกว่านั้นก็คือพนักงานทุกคนออกมาเต้นทุกๆชั่วโมงด้วย
ต้องอาศัยความกล้ามากๆนะนั่น
ตอนพนักงานเต้นเราก็อดขำไม่ได้ สังเกตโต๊ะอื่นๆก็มีรอยยิ้มเช่นกัน
นี่คงเป็นการเพิ่มคามสุขให้ลูกค้ากระมัง
ด้วยความที่เป็นเทศกาลตรุษจีน กินเสร็จจึงได้รับหมูออมสินไปคนละตัว
อิ่มท้อง อิ่มตา อิ่มใจ แล้วพวกเราก็ไปหาเรื่องละลายตังกันต่อที่พารากอน
ไม่ได้จะไฮโซอะไรหรอก แต่เวลามีไม่มากแล้วแอ้งก็อยากดูเรื่องนเรศวร ภาค1
พอเช็คเวลาแล้วยังเหลืออีก 1 ชั่วโมง เลยพากันเดินเล่นในห้างนั่นเลย
เราตามหาลิปสติกสีที่ทาแล้วเหมือนคนปากซีดจะเป็นลม
หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอสีที่ถูกใจ สุดท้ายก็ได้มา 1 หลอดบีบ สีแดงใสสวยดี
ต่อด้วยการเดินดูของกิ๊ฟท์ช้อป จะเรียกเป็นภาษาไทยว่าไงดีล่ะ
พวกของกระจุ๊กกระจิ๊กรึ คงประมาณนั้นแหละ ของสวยน่ารักไอเดียดีราคาแพงทั้งนั้น
แต่ก็ได้คุณเป็ดหัวขนตัวจิ๋วมา 2 ตัว
ตั้งใจซื้อเก็บไว้ชื่นชมตัวเดียวเพราะทุกตัวก็หน้าตาเหมือนกันหมด
แต่ก็กลัวมันเหงาเลยต้องเสียตังซื้อคู่มาให้ด้วย
เดินชื่นชมอยู่แผนกนี้จนถึงเวลาหนังเข้า ก็ต้องลนลานขึ้นไปซื้อตั๋ว
รู้สึกว่าเวลามันน้อยนัก อยากให้ 1 วันมี 30 ชั่วโมง (เฉพาะวันนี้นะ)
มาถึงโรงหนัง ให้เพื่อนต่อแถวไปซื้อบัตร ปรากฏว่ารอบที่จะดูเหลือที่นั่งแค่ 2 แถวหน้า
ไม่อยากคอเคล็ดอ่ะ หนังตั้ง 3 ชั่วโมง แล้วถ้าจะดูรอบอื่นก็จะออกมาไม่ทันเวลาที่นัดเพื่อนอีกกลุ่มตอน 6 โมงเย็น
จึงมีอันต้องเปลี่ยนไปดูเรื่อง final score แทน
หนังเรื่องนี้สนุกมาก ได้รำลึกความหลังสมัยเอ็นท์ที่ไม่เหมือนในหนังด้วย หึหึ
หนังจบก็แยกย้ายกับแอ้งและอังเพื่อจะไปหาเดียร์ที่พระโขนง
แต่ว่ามาสยามทั้งทีจะพลาดร้านไดโสะ 60 บาทได้อย่างไร เป็นร้านที่เราโปรดปรานมาก ชอบไปเดินดู
ของทุกอย่างจากญี่ปุ่น 60 บาท ตั้งแต่ยางลบยันกระทะ
เราเลยบอกให้ปลาโทรหาเดียร์ว่าจะไปเจอประมาณหกโมงครึ่ง
ดังนั้นสองเพื่อนจึงเดินจ้ำๆๆจากพารากอนไปฝั่งตรงข้าม ความรีบเร่งมลาบายไปเมื่อเราก้าวเข้ามาในร้านไดโสะ
เดินดูนู่นเลือกนี่จนเวลาล่วงเลย ยังไม่จุใจด้วยซ้ำก็ต้องลาจากพร้อมของพอประมาณ
เรากับปลาต้องทิ้งรถไว้ที่พารากอนเพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีพระโขนง
แล้วเราก็ต้องหงุดหงิดกับการที่หาร้านที่นัดกันไม่เจอ
อารมณ์ไม่ดีประมาณกระพริบตา 17 ครั้งก็เจอร้านที่นัดหมาย เดินเข้าไปในร้านเห็นเดียร์นั่งรออยู่ก่อนแล้ว
ทักทายกันอย่างเรียบง่ายเพียง a few ประโยคประมาณว่า ฌอ้เดียหวัดดี มานานยัง นัดกินซะไกลเชียว ทำนองเนี้ย
ขนาดเรายังคิดในใจเลยว่า ตื่นเต้นมากกว่านี้หน่อยดิ่ ตั้งนานที่ไม่ได้เจอกันนะเฟร้ย
แต่ก็ปล่อยให้ความตุ้งใจนี้ผ่านเลยไปภายในทันทีที่หย่อนก้นลงนั่ง
แล้วเดียร์ก็ควักของขวัญออกมาให้ เป็นหมวกbillabong เราไม่ตื่นเต้นเพราะรู้จากปลาแล้วอ่ะ แต่ยังดีใจอยู่นะ
หมวกสีเหลืองนมๆ ด้านหลังเป็นสีน้ำตาลสวยเชียว
ชื่นชมเสร็จอาหารที่เดียร์สั่งก็มาถึง ที่รวดเร็วเพราะเป็นชาบู ไม่รู้ว่าต่างจากสุกี้ยังไงอ่ะนะ
มีเนื้อสไลด์จานใหญ่ หมูสไลด์จานใหญ่ ไก่หั่นเป็นชิ้นๆจานใหญ่ และผัก 2 จานใหญ่
หม้อ 2 หม้อที่ต่างกัน หม้อนึงเป็นหม้อดินกินเหมือนสุกี้เลย คือมีน้ำซุปใสเต็มหม้อแล้วเราก็ใส่ผักใส่ไข่ใส่เนื้อต้ม/ลวกในหม้อ
อีกหม้อนึงเหมือนกระทะทองเหลืองที่ทำขนมไทย แต่เป็นสีเงิน หม้อนี้ใส่น้ำซุปที่เหมือนซีอิ๊วดำมีรสหวานๆเค็มๆลงไปพอท่วมเนื้อ
ดังนั้นเนื้อทุกชนิดและผักที่แหวกว่ายในหม้อนี้จะมีสีเข้มเหมือนกันหมด
ตอนแรกก็เอ๋ออ๋าเด๋อด๋ากับปลา 2 คนเพราะไม่เคยกิน ทำไม่เป็น ให้เดียร์จัดการและแนะนำ
ผ่านไปชั่วเนื้อเข้าปาก 4 ชิ้นทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทาง สวาปามกันอย่างเร็ว
จนเกือบอิ่มแบบพอดี เพื่อนอีกคนนามว่า หลิง ก็มาถึง ตอนแรกบอกว่าไม่ว่างมาเนื่องจากเราไม่ได้บอกล่วงหน้า
ว่าจะมากรุงเทพ แต่ด้วยความที่อยากเจอเพื่อนๆจึงหาเวลาปลีกตัวจากรายงานเร่งด่วนมาได้
หลิงมาพร้อมกับนำ chocolate จากอังกฤษที่เธอได้ไปมาเมื่อครั้งปีใหม่มาฝากผองเพื่อนด้วย
สวาปามต่อหลังจากทิ้งช่วงทักทายและชื่นชมของฟรี กลัวไม่ต่อเนื่องเดี๋ยวจะอิ่ม
ที่ต้องยัดขนาดนี้เพราะชาบูร้านที่ไว้วางใจให้เดียร์เป็นคนเลือกสถานที่กินในครั้งนี้
เป็นบุฟเฟ่ต์หัวละ 400 ร้อย ดังนั้นจึงต้องกินเข้าไปให้มันไปอยู่ทุกซอกหลืบของร่างกาย
อิ่มแบบระเบิดก็ถึงเวลาแยกย้ายอีกครั้ง
เรากับปลาขึ้นรถไฟฟ้ากลับมาที่พารากอนเพื่อนเอารถที่จอดไว้ตั้งแต่เที่ยง
คำนวณแล้วว่าปั๊มบัตรจอดรถไป 4 ชม.เสีย 20บาท ชม.ต่อไปชม.ละ 20 ยังไงก็ไม่ถึง 200 ล่ะวะ
ปรากฏว่าโดนเก็บ 210 บาท สร้างความฉงนสงสัยเป็นอันมาก จึงต้องวานพี่ยามแถลงไข
สรุปว่าชม.ที่ 6 เป็นต้นไป 50 บาท กร๊าซซซซซ โหดร้าย
ปลามาส่งที่บ้านโดยสวัสดิภาพมีการอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย ทั้งๆที่ปลาก็เพิ่งไปอยู่กับเราที่เชียงใหม่ 3 อาทิตย์
และจากกันเมื่อวันที่ 8 กุมภาศกนี้นี่เอง
เข้ามาบ้านก็ไปนั่งแฮปปี้แฟมิลี่สุขสันต์กับพ่อแม่พี่น้องจนดึกค่อยขึ้นไปเก็บกระเป๋ษเตรียมตัวเดินทางวันรุ่งขึ้น
ทั้งๆที่ต้องขับรถทางไกล แต่กว่าจะนอนก็ปาเข้าไปตีหนึ่งกว่า ถึงบอกว่าอยากให้วันนี้มี 30 ชั่วโมงไงล่ะ
February 09 ประหนึ่งดังว่าท้องผูกโอ้เจ้าส้วมของฉัน นานกี่วันแล้วนี่ที่ไม่ได้เหยียบย่ำเข้ามาระบายในพื้นที่แห่งนี้
ถ้าเป็นคนอื่นที่ขยันเข้าส้วม ส้วมของคนทั้งหลายเหล่านั้นคงเต็มแล้วเต็มอีก
จนต้องเรียกรถดูดส้วมมาดูดไปหลายรอบแล้วแน่ๆ
ดูสิ เข้ามาระบายได้แค่ 2 วันก็หายไปเลย
จนมาวันนี้ อยากจะระบายถ่ายเท ก็ถ่ายไม่ออกซะงั้น
เบ่งจนหน้าดำหน้าแดงก็ไม่ยักจะมีเรื่องราวมาระบาย
มัวแต่ไปเข้าส้วมของคนอื่น ส้วมตัวเองมีก็ไม่เข้า 55
ก็ด้วยเห็นว่าส้วมคนอื่นนั้นน่าเข้ากว่าของตัวเองเป็นไหนๆน่ะสิ
เป็นอาทิตย์เลยมั้งเนี่ยที่ไม่ได้ออนไลน์
เนื่องจากเพื่อนเก่าเราไม่ลืมมาเยี่ยมถึงเชียงใหม่เป็นเวลาเกือบเดือน
เมื่อมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนมานั่งคุยนั่งเล่นตัวเป็นๆถึงที่
เราจึงไม่ต้องอาศัยโลกไซเบอร์เป็นเครื่องระบายความเหงา ความเศร้า ความกังวล
หรือแม้แต่ความสุข ไม่ต้องสรรหาเสียงหัวเราะในโลกเสมือนจริงแห่งนี้นั่นเอง
เพียงเพื่อนจากไปได้ 1 คืน ตัวเราก็มีอันต้องกลับมาพึ่งเครือข่ายใยแมงมุมอีกครา
ความจริงไม่ใช่เพราะกลัวเหงาหรอก แต่เวลามีคนอยู่ด้วยไม่อยากเข้ามาเขียนหรืออ่าน
หรือท่องโลกไซเบอร์โดยทิ้งให้คนที่อยู่ด้วยนั่งเงียบๆคนเดียวก็เท่านั้น
เวลาที่อยู่กับใครก็ตามแค่ 2 คน จะพยายามหลีกเลี่ยงการคุยมือถือที่สุด
ถ้าสายเข้าก็จะคุยแป๊ปเดียวว่ามีธุระอะไร ถ้าจะแค่โทรมาพูดคุยจะขอวางสายก่อนแล้วจะโทรกลับทีหลัง
ไม่อยากให้เพื่อนที่อยู่ด้วยรู้สึกถูกทอดทิ้ง
เฮ้อ...ค่อยยังชั่ว เบ่งออกมาได้ตั้งเท่านี้แหนะ
|
Be LazYHey! wake up..
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|